Vapey Bull Ring

Vapey Bull Ring หนึ่งในแบบควันที่นิยมเล่นกับบุหรี่ไฟฟ้า

ตอนได้ยินชื่อเทคนิคนี้ครั้งแรกก็งงๆนะ คือจะทำควันให้เป็นรูปกระทิงหรอ ที่จะคล้ายกับรูปหัวมิกกี้เม้าส์รึปล่าวน้า แล้วคำว่า Ring คืออะไร พอได้เห็นคลิปคนที่ทำเทคนิคนี้ให้ดู ก็ถึงได้ทราบว่า Bull Ring นั่นก็คือหัวเจาะจมูกกระทิงที่พบเห็นได้บ่อยๆนั้นเอง

ผมไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์นี้เลยแหละ อาจจเป็นเพราะไม่ได้อยู่ในวงการนักเจาะนู้นนี่บนร่างกายก็เป็นได้ แต่เมื่อรู้แล้วกเรียกได้ว่าจินตนาการออกได้ทันทีเลยว่าจะเป็นเทคนิครูปแบบไหนกัน ก็คือการที่เราต้องเล่นกับ Oring อย่างเดิมแน่นอน

เพราะที่บอกไปไงว่า เทคนนิค Oring เป็นพื้นฐานให้กับทุกๆเคนที่จะได้เอาไปใช้ทำเป็นรูปต่างๆเลยก็ว่าได้ แล้ววิธีทำของตัวนี้จริงๆแล้วถือว่าง่ายๆเลยทีเดียว ง่ายกว่าทำแบบ The Ghost เสียอีกนะ

การทำเทคนิคนี้ ก็ตามชื่อเลย Bull Ring ก็คือต้องใช้ Oring มาเล่นนั้นเอง โดยที่เราจะต้องฝึกโอริงให้มีความชำนาญมากๆเสียก่อน หลังจากนั้นก็ง่ายๆเลยกับการสูดเอาเจ้าโอริงนี้เข้าไปทางจมูก ซึ่งต้องเล็งดีๆให้อยู่ตรงกลางด้านบนพอดี

มันจะได้เป็นห่วงที่เอนไปเอนมาพอดิบพอดี แต่ถึงกระนั้นต้องระวังเรื่องการทำเทคนิคนี้ให้ดี เพราะมันเป็นการสูดเข้าทางจมูก ถ้าไม่พอดีอาจจะทำให้เราต้องเสียแรงสูดเยอะ แล้วถ้าเสียแรงบ่อยๆ มันก็จะเหนื่อยเร็วหน่อยนะ การทำก็ง่ายๆแบบที่พูดไปแหละ จะมีสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือทำโอริงให้สวยๆเลย ต่อมาก็ไม่ต้องสูดเพิ่มล่ะ

แต่ต้องรีบเข้าไปข้างหลังโอริง ตามไปให้ทันล่ะ แล้วก็เล็งดีๆให้อยู่ตรงกลางข้างบนแหวนพอดี แล้วก็ค่อยๆสูดเข้าไป อย่าเร็วมาก เดี๋ยวไม่ทันได้เห็นเป็นห่วงเจาะจมูก ซึ่งการทำเทคนิคนี้ เราจะไม่ค่อยได้เห็นหรอกว่าเราทำสำเร็จได้ เราจำเป็นต้องทำหน้ากระจกนะ

หรือตั้งกล้องหน้าอัดวีดีโอไว้ดูก็ได้นะ แล้วก็จะได้เห็นว่าเราทำได้สวยขนาดไหน แล้วจะช่วยเรื่องการเล็งไปตรงกลางบนห่วงได้ด้วย ดังนั้นแล้วลุยโลด

เทคนิคนี้อาจจะไม่ได้เป็นเทคนิคขั้นแอดวานซ์แล้วก็ไม่ใช่เทคนิคที่เอาไว้โชว์ได้สักเท่าไหร่ เพราะมันมีระยะเวลาที่น้อยมากๆ เหมาะกับการโชว์ผ่านคลิปซะมากกว่า แต่ต้องยอมรับว่าถ้าทำได้สำเร็จแล้วนั้น จะดูเท่อย่างมากเลย เห็นได้ชัดแล้วใช่ไหมว่า หลายๆเทคนิคนั้นก็มาจากเทคนิคพื้นฐานของโอริงเกือบจะทั้งนั้นเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์

คำถามต้องรู้โควิด19

เมื่อเราพูดถึงเรื่องสภาวะที่ปอดเนื่องจากไวรัสตัวนี้นั้นเป็นไวรัสทางเดินหายใจ ตัวปอดที่ถูกทำลายจะมาจากระยะการต่อสู้ระหว่างภูมิคุ้มกันของร่างกายกับตัวไวรัสจะแบ่งออกเป็น3ระยะ ระแรกคือระที่ตัวไวรัสพยายามเข้าไปในร่างกายตรงบริเวณทางเดินหายใจ

และมีการไปจับคู่กับเซลล์ของร่างกายตรงทางเดินหายใจที่มันชื่นชอบและมันก็จะพาตัวไวรัสเข้าไปในร่างกายและพาตัวเองลงไปในระบบทางเดินหายใจส่วนบนนั่นก็คือ คอ หรือบางคนอาจจะลงไปถึงปอดและเมื่อลงไปถึงปอดแล้วก็จะมีการแบ่งตัวและเริ่มทำลายเซลล์ปอด

ซึ่งเมื่อถึงตรงนี้นั้นเราจะเริ่มเห็นได้ว่าเนื้อเยื่อปอดบางส่วนถูกทำลายไประหว่างนั้นร่างกายจะรู้แล้วว่ามีเชื้อไวรัสเข้ามาร่างกายก็จะมีการระดมภูมิคุ้มกันเพื่อมาสู้กับไวรัสและบางครั้งในการสู้กันของเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกันนั้นอาจจะมีการไปทำลายในเซลล์ตัวปอดด้วย

ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เซลล์ปอดบางส่วนเกิดบาดแผล แต่ร่างกายก็ก็จะมีการซ่อมแซมส่วนนั้นแต่ก็จะเกิดการเป็นแผลเป็น ซึ่งความรู้พวกนี้นั้นได้มาจากการตรวจผู้ป่วยที่เป็น MersและSarsที่เป็นไวรัสตัวเดียวกันกับโคโรนาไวรัสโควิด19นั่นเอง

โคโรนาไวรัสเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม แอลกอฮอร์จะไปจัดการกับตัวเปลือกหุ้มทำให้ตัวหุ้มแตกและฆ่าตัวโปรตีนข้างในทำให้ไวรัสนั้นตายซึ่งระยะเวลาในการจัดการนั้นจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ1นาที

แต่หากเราล้างด้วยสบู่นั้นมันคือการเอาไวรัสออกไปจากมือเราจึงทำให้เป้าหมายในการล้างมือด้วยแอลกอฮอร์เจลนั้นกับการล้างมือด้วยสบู่แตกต่างกัน แอลกอฮอร์เจลนั้นอาจจะฆ่าไวรัสได้ก็จริงแต่อาจจะไม่ได้ฆ่าไวรัสได้100% แต่การล้างมือด้วยสบู่นั้นจึงปลอดภัยกว่าเพราะเป็นการเอาทุกสิ่งที่อยู่บนมือเราออกไปหมดเลย

ไวรัสโครนานั้นหากเป็นแล้วสามารถหายเองได้แต่ต้องดูว่าเป็นอันตรายกับคนรอบข้างหรือเปล่านั่นเอง เพราะระยะเวลาในการฝักตัว เมื่อเราเริ่มต้นในการติดเชื้อจนถึงวันที่เราเริ่มมีอาการเมื่อมีอาการก็จะมีศักยภาพในการแพร่เชื้อได้นั่นเอง ดังนั้นช่วงระยะที่เราติดเชื้อและไม่มีอาการเลยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บอกไว้ชัดเจนว่าสามารถแพร่เชื้อได้หรือไม่ 

จุดจบของโควิด ถ้าดูจากเคสไข้หวัด MERS SARS เป็นเคสตัวอย่างเพราะเป็นวงที่อยู่ใกล้เคียงกัน  จุดจบของไวรัสนี้คือมีวิธีการควบคุมป้องกันที่เป็นมาตรฐาน มียารักษา มีวัคซีนที่จะเข้ามาช่วยป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วหรือมากเกินไป และหากสามารถหายารักษาโรคได้ก็จะทำให้เราสามารถเดินทางไปสู่จุดหมายที่สำคัญนั่นเอง และภายมรสิ้นปี 2020 นี้น่าจะสามารถจบเรื่องโคโรนาไวรัสได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บหวยถอนไม่มีขั้นต่ำ

สุขภาพจากการนอนดึก

 ปัจจุบันทุกคนนอนดึกันมากขึ้นเรื่อยโดนเฉพาะน้องๆนักเรียนนักศึกษา น่าจะมาจากหลายปัจจัย คือ การเล่นเกม การเล่นโซเชี่ยล ทำการบ้าน ทำงานพาสทามหารายได้เสริม ซึ่งทุกคนมีเหตุผลต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือการนอนดึกที่เหมือนกัน

ซึ่งการนอนดึกของคนในปัจจุบันก็นำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่แย่ลง เพราะการทำงานพาสทามของนักเรียนนักศึกษาต้องเรียนละมาทำงานแน่นอนว่าต้องทำช่วงเย็นถึงดึก กว่าจะได้กลับบ้านนอนก็ดึกดื่นมากแล้วฉะนั้นการพักผ่อนของคนทำงานก็จะนอนลงแถมยังเสียแรงเหนื่อยล้ากายแล้วพอนอนดึกก็ยิ่งทำให้เสียสุขภาพด้านระบบประสาทสมองสายตาและอื่นๆ     

อีกนับไม่ถ้วน นอกจากการทำงานก็ยังมีอีกก็คือการเล่นโทรศัพท์ก็มีทั้งแสงสีฟ้าจากจอโทรศัพท์ที่ทำลายสายตา ปัญหาสุขภาพไม่ได้มาจากแค่จากการเล่นโทรศัพท์การทำงานผ่านจอคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน การทำการบ้านที่ต้องเพ่งสายตาไปที่การเขียนหรือการอ่านหนังสือก็ทำให้สายตาล้าจากการเพ่งเล็งเป็นเวลานาน 

ถ้าหากต้องทำการบ้านหรืออ่านหนังสือเป็นเวลานานๆทุกวันติดๆกันก็น่าจะทำให้สายตาเสียได้ เราควรหาตัวช่วยเช่นการตัดแว่นหรือการทานอาหารเสริมหรือรับประทานวิตามินเยอะๆเพื่อให้ไปทดแทนสิ่งที่สายตาเสียและเหนื่อยล้าจากการใช้งานหนัก

เพราะแค่พักผ่อนไม่เพียงพอก็แย่มากพออยู่แต่นี่ยังไม่ใช้สายตาละประสาทให้การจำจดข้อมูลต่างๆมากมายในเวลาที่ควรพักผ่อน ฉะนั้นการกระทำแบบนี่ก็จะส่งผลให้ร่างกายเสียสุขภาพแย่ลงไปเรื่อยๆทั้งการมองเห็น แรกๆอาจจะแค่ล้าสายตาเป็นพักๆ

แต่ในระยะยาวอาจจะส่งผลทำให้หน้าตาโทรม ใต้ตาหมองคล้ำ ปวดหัวจากการพักผ่อนน้อย ตื่นนอนไม่สดชื่น ปวดเมื่อยต่างร่างกาย   

รู้สึกไม่มีแรงในการทำกิจวัตรประจำวัน ทุกคนเห็นผลกระทบจากการนอนดึกที่ส่งผลเสียต่อร่างกายของเรารึยัง อาการเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นกับคนแต่ละคนต่างกันขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน หากในระยะยาวอาจจะทำให้เกิดโรคแซกซ้อนให้ช่วงสูงวัยได้เพราะมันเกิดอาการสะสมของอาการไปเรื่อยๆ มันดูเป็นเรื่องเล็กๆแค่น้อยดึกเอง

แต่มันส่งผลต่อร่างกายไม่เล็กเลยทุกคน สายตาที่อาจจะเสีย สายตาสั้นลง สายตาเอียง สายตายาว    เสียเงินไปตัดแว่นอีกไม่ตัดก็แย่อีกเพราะจะยิ่งทำลายสุขภาพสายตาไปเรื่อยๆ นอนดึกและทำงานมากเกิดอาการเครียดสะสมอาจทำให้เกิดโรคไมเกรม ระบบสั่งการของสมองช้าลง

ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติส่งผลกับทุกระบบของร่างกายเลยทุกคนมันน่ากลัวมากนะไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่จะมองข้ามกันแบบนี้ อยากให้ทุกคนตรรกหนักถึงผลกระทบของสุขภาพที่แย่ลงให้มากๆ หากเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเข้าสู่กระกวนการรักษาเสียเงินเสียทองถ้าดูแลตั้งแต่ตอนนี้ก็จะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นไม่รู้อีกกี่เท่า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

โอกาสที่ดีในการทำ 3 สิ่ง ช่วงอยู่บ้านในสถานการณ์โควิด

โอกาสที่ดีในการทำ 3 สิ่ง ช่วงอยู่บ้านในสถานการณ์โควิด
1. ลงคอร์สออนไลน์เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพิ่มความสามารถ
ในยุคปัจจุบันโอกาสในการพูดคุยกันนั้นง่ายนิดเดียว เพราะเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวก จึงทำให้ถึงแม้โรคระบาดจะเรื้อรังอยู่ แต่ก็คงไม่สามารถขัดขวางการเรียนรู้ศึกษาทางไกลได้ง่ายยิ่งขึ้น ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้เพิ่มช่องทางโดยเปิดให้สาธารณะสามารถดาวน์โหลดและเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ฟรี เช่น คอร์สเสริมทักษะทางอาชีพของกระทรวงแรงงาน คอร์สออนไลน์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกมากมายที่มีให้เลือกเรียนรู้และเดินหน้าพัฒนาตนเองต่อไปได้แม้ในขณะที่คุณต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่บ้าน

2. มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเพื่อนเก่าและครอบครัวที่อยู่ห่างกันได้มากขึ้น หลายๆ คน ก็กลับบ้าน แต่บางคนก็ไม่ได้กลับไป ง่ายมากกับปัญหานี้เพราะคิดถึงก็แค่วิดีโอคอลไป หรือโทรไปหา
นี่มันยุคไหนแล้ว การที่เราจะพูดคุยกับใครสักคน มันทำง่ายมาก ยุคเทคโนโลยีก้าวไกล คือ การขยายคำจำกัดความของ “การเข้าสังคม” ที่ครอบคลุมถึงพื้นที่ออนไลน์มากยิ่งขึ้น เราสามารถพูดคุย ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ และเห็นหน้าเพื่อน ๆ ได้ผ่านทางวิดีโอคอล และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ทำให้การสังสรรค์ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับพื้นที่ทางกายภาพอีกต่อไป และนอกจากเราจะได้พูดคุยพบหน้ากันแล้ว ยังช่วยให้เรื่องของการทำ Social Distancing ที่ต้องการมากในช่วงนี้อีกด้วย

3. ตามใจตัวเองด้วยอาหารที่ชอบและเครื่องดื่มที่ใช่ แต่อย่าลืมบริโภคอย่างมีสติและรับผิดชอบ
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ยังได้ออกมาเตือนว่าการใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือจัดการความเครียดและความวิตกกังวล ไม่ใช่วิธีการรับมือที่ดีในช่วงวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 การที่เราอยู่บ้านมากขึ้นอาจจะทำให้เราได้มีโอกาสทำอาหารอร่อยๆ กิน สั่งของที่อยากิน ได้กินกับข้าวฝีมือ พ่อกับแม่ แต่อย่าลืมควบคุมน้ำหนักล่ะ

อย่างไรก็ตาม เราก็ขอให้ทุกคนอยู่บ้านกันอย่างมีสติ รับมือกับปัญหา และพยายามหาสิ่งที่มีความสุขทำ เพราะเราไม่รู้ว่าโรคนี้มันจะหายไปเมื่อไหร่ ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพใจ กาย ของตนเองและครอบครัวให้ สู้และผ่านมันไปด้วยกันให้ได้ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ทานอาหารบำรุงเส้นผม

เส้นผมเป็นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งบนร่างกาย โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ไม่ว่าคุณจะผมหรือผมยาว การบำรุงรักษาและดูแลเส้นผมนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากจริงๆ การที่เราดูแลผมให้มีความสวยงามนั้นก็แพ้การที่ต้องต้องดูผิวเช่นกัน

เพราะฉะนั้นผมจึงเป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นๆบนร่างกายเลย หากต้องการดูแลผมจากภาพนอกคงไม่มีใครไม่รู้วิธีการดูแลกันหรอกใช่หรือไม่ นั้นก็คือ การสระผม โดยใช้ยาสระที่ที่จะเป็นการชำระล้างให้เส้นผมสะอาดมากขึ้น ในตลอดทั้งวันที่เราออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านแล้วต้องพบเจอกับฝุ่น มลพิษทางอากาศที่เล็ก ซึ่งจะสามารถมาจับเกาะที่เส้นของเราได้อย่างง่าย

รวมไปถึงการดูหลังการสระผมด้วยแชมพูแล้ว สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยต่อการบำรุงผมนั้นคือ ครีมนวดผม ที่จะทำให้ผมมีน้ำหนักและนุ่มลื่นมากขึ้น ในส่วนของใครที่ทำสีผมแล้วผ่านการฟอกสี นั้นแปลว่าเส้นผมของเรานั้นได้รับสารเคมีจากการการฟอก ตัวช่วยอย่างครีมนวดผมคงจะไม่พอเพราะสำหรับใครที่ทำสีผมจะต้องบำรุงด้วย ทรีทเมนต์

เพราะจะอุดมไปด้วยวิตามินหลากกลายชนิดที่จะช่วยทำให้ผมไม่ชี้ฟูหรือเสียไปมากกว่านี้ จากที่ได้เล่ามาทั้งหมดนี้นั้นเป็นการดูแลเส้นจากภายนอกเพียงเท่านั้น เพราะเส้นผมนั้นเกิดมาจากภายในร่างกายเรา และไม่ควรที่จะลืมให้อาหารแก่เส้นผม โดยการรับประทานอาหารที่ประโยชน์ต่อเส้นผมดังนี้

  • ถั่ว และ ธัญพืช เพราะในอาหารจำพวกนี้จะมี ไบโอติน ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการบำรุงเล็บ ผิวหนัง และเส้นผมให้แข็งแรงมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าหากเราขาดไบโอตินทำให้ผมร่วงขาดได้ง่าย ผมเปราะบาง และ แตกปลาย ก่อให้เกิดผมขาวก่อนวัย ถั่วที่มีสารอาหารไบโอตินที่ควรรับประทาน เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วเขียน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เป็นต้น ในส่วนของธัญพืชจำพวกเมล็ดงา เมล็ดฟักทอง เมล็กทานตะวัน เป็นต้น
  • ปลา โดยเฉพาะปลาแซลมอน ที่เต็มไปด้วยโอเมก้า3 กรดไขมัน วิตามินB12 ธาตุเหล็ก และโปรตีน ซึ่งในสารอาหารเหล่านี้เป็นกลุ่มที่จะช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรง และช่วยซ่อมแซมเส้นผมที่ขาดร่วง
  • ผักใบเขียว ใครที่ไม่ชอบการรับประทานผัก โดยเฉพาะผักใบสีเขียว ต้องลองทานกันดูแล้วนะ เพราะในผักพวกนี้จะอุดมไปด้วยวิตามินAและC ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นต่อเส้นผม ช่วยในการบำรุงหนังศีรษะให้แข็ง รากผมยึดเกาะได้ดีอีกด้วย
  • ไข่ เป็นสารพัดประโยชน์ที่ทานง่าย และสามารถทานได้กับหลากหลายเมนู ในไข่นั้นมีสารอาหารทั้งโปรตีน วิตมินB12 และ ไบโอติน ที่เป็นแหล่งอาหารในการช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรง
  • หอยนางรม หอยแมลงภู่ ในหอยนางรมนั้นมีธาตุสังกะสี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดรังแคและผมขาดหลุดร่วง ในส่วนของหอยแมลงภู่นั้นมีธาตุเหล็กสูง และยังมีคอลลาเจนที่ช่วยบำรุงในเรื่องของผิว เล็บ และเส้นผมอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ป่วยโรคไต ทรมานกว่าที่คิด

ผู้ป่วย “โรคไต” มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เพราะว่าหากป่วยเป็นโรคไตแล้วการรักษาจะเป็นแค่เพื่อพยุงอาการไว้ เพราะเป็นแล้วรักษาไม่หาย ข้อนี้เป็นความจริงที่คนเป็นโรคไตทุกคนต้องเจอ. ซี่งนอกจากความจริงนั้นแล้วยังมีอีกหลายอาการที่สร้างความลำบากและทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง

1. คนเป็นโรคไต จะไม่มีเรี่ยวแรงและมักปวดหัวง่าย เพราะเมื่อไตทำงานได้ไม่ปกติ เพราะผู้ป่วยโรคไตจะมีฮอร์โมนที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ซึ่งเม็ดเลือดแดงน้อยลงทำให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายส่วนต่างๆ น้อยลง ทำให้ร่างกายและสมองอ่อนล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง

2. คนเป็นโรคไต นอนหลับยาก เมื่อไตทำงานได้ไม่เต็มที่จึงขับสารพิษออกทางปัสสาวะได้ไม่หมด เหลือตกค้างตามเส้นเลือด เมื่อสะสมมากเข้าก็จะทำให้นอนไม่หลับ หากเป็นมากอาจถึงขั้นหยุดหายใจนานเป็นนาทีระหว่างหลับได้เลย นอกจากนั้นยังปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน สีและกลิ่นก็ไม่ปกติ เป็นฟอง ต้องชักโครกหลายครั้งจึงหมด

3. คนเป็นโรคไต มีกลิ่นปาก และภายในช่องมีรสชาติคล้ายโลหะ เพราะของเสียที่อุดตันตกค้างในเส้นเลือดจะไปเปลี่ยนรสชาติอาหาร และทำให้ปากมีรสชาติเหมือนกินเหล็กเข้าไป ทำให้ผู้ป่วยโรคไตจะมีกลิ่นปากเมื่อสะสมสารพิษมากขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่ตามมาคืออาการเบื่ออาหารนั่นเอง

4. คนเป็นโรคไต มักหายใจถี่ หายใจไม่ออก เมื่อไตทำงานผิดปกติ ขับน้ำได้ไม่ดีส่วนเกินของน้ำนั้นจะเข้าไปที่ปอดหรือในบางคนที่เป็นโรคโลหิตจางสืบเนื่องจากโรคไตจะใช้ออกซิเจนเยอะ จนร่างกายต้องหายใจลำบาก

5. คนเป็นโรคไต มีผิวแห้งและคัน ไตที่ไม่ปกติจะขับของเสียออกจากร่างกายได้ไม่ดี ส่งผลต่อความสมดุลของร่างกายที่อาจจะขาดแร่ธาตุบางอย่าง หรือมีมากเกินไปนั่นเอง เมื่อสูญเสียความสมดุลของแร่ธาตุก็จะทำให้ผิวแห้งและคัน ซึ่งมีผลต่อเนื่องร้ายแรงไปสู่โรคกระดูกได้ด้วย

6. คนเป็นโรคไต มักปวดหลังและปวดขา บางครั้งมีอาการอื่นด้วย เช่น อาเจียน คลื่นไส้ ซึ่งอาจเกิดจากซีสต์ในไต แบบนี้กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย

7. คนเป็นโรคไต มีความดันสูง เพราะไตทำงานเชื่อมโยงกับหลอดเลือด ไตเสียหาย หลอดเลือดก็เสียหาย จึงลำเลียงออกซิเจนได้ไม่ดี ทำให้มีความดันโลหิตสูง

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะกับยารักษา
ในการรักษาเบื้องต้นของโรคกระเพาะ จะพบว่าแพทย์จะรักาตามอาการพร้อมให้ยา โดยยาที่รักษาสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร โดยยาลดกรดในกระเพาะอาหารแพทย์จะนิยมให้ใช้หากมีแผลในกระเพาะและให้ทานต่อเนื่องเป็นเวลา 6 – 8 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหาย โดยจะต้องส่งกล้องดูเพื่อวินิจฉัยเท่านั้น ผู้ป่วยที่ไม่พบอาการเหล่านี้ แพทย์จะรักษาด้วยวิธีอื่น โดยจะแนะนำให้ทานยาลดกรดต่อเมื่อมีอาการผิดปกติ ส่วนยาประเภทอื่นๆ อาทิ ยาขับลม ก็แนะนำว่าให้กินเฉพาะตอนที่มีอาการแน่นท้องจากลมที่เกิดขึ้นมากในกระเพาะอาหาร โดยกินในเวลาที่มีอาการได้ตามต้องการ

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ
1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เพราะนี่คือสาเหตุแรกๆ เลย ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ และคนส่วนใหญ่มักจะไม่มีเวลาทานอาหารหรืองดไปบางมื้อ ทั้งนี้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารให้ดีขึ้นด้วย

2. รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด

3. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาชุด ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาที่มีสเตียรอยด์ น้ำอัดลม อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ช็อคโกแลต ชา กาแฟ เป็นต้น

4. งดสูบบุหรี่

5. อาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อไม่ควรมีปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง

6. ถ้าเครียดพยายามลดความเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำสมาธิ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

7. หมั่นออกกำลังกาย เพื่อให้ระบบในร่างกายเราทำงานอย่างสมดุล

8. รับประทานยาลดกรด ยาน้ำ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ หรือยาเม็ด 1 – 2 เม็ด (เคี้ยวก่อนกลืน) วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็นหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอน กรณีมีอาการปวดท้องก่อนเวลายาสามารถรับประทานเพิ่มได้และควรรับประทานยาติดต่อกันนานอย่างน้อย 4 – 8 สัปดาห์

9. ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอน

10. รับประทานยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ

ติดเค็ม ทำอย่างไรดี ส่งผลอะไรบ้าง

การชื่นชอบอาหารรสเค็มยังคงเป็นที่รักตัวคนไทย โดยจะเห็นได้ว่ารายการอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ โดยเฉพาะอาหารที่อยู่ตามร้านอาหารที่เราสั่งมาทานที่บ้าน หรือที่ร้าน แทบทุกจาน ทุกกล่องล้วนมีโซเดียมในปริมาณที่สูง ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องปรุงเกือบทุกชนิดก็ดันมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น ในอาหารแต่ละมื้อที่ทานเข้าไปก็มีส่วนของโซเดียมอยู่แล้วด้วยเสมอ เนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวมาในเรื่องเครื่องปรุง และรวมเข้ากับนิสัย “ติดการปรุง” แบบรสจัด เค็มจัด หวานจัดเปรี้ยวจัด ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ทุกๆ วัน คนเราเผลอบริโภคโซเดียมเข้าไปในปริมาณที่เกินพอดี และเป็นผลเสียคือกลายเป็นการสะสมแล้วส่งผลร้ายต่อร่างกาย

คราวนี้เรามาคิดกันดีกว่าค่ะ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะหยุดติดเค็มเลิกกินเค็มได้? หรือจะลองใช้เทคนิควิธีจาก  ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ซึ่งได้แนะนำ 6 วิธีห่างไกลจากการติดเค็ม ได้แก่

1.ควรชิมก่อนปรุงทุกครั้งว่ารสชาตินั้นพอเหมาะแล้วหรือไม่ หากรสชาติดีอยู่แล้วหรือค่อนข้างมีรสที่ดีก็เพียงพอแล้วไม่ควรเติมเพิ่ม เพราะรสชาติของอาหารทุกจานได้ผ่านการปรุงมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรสชาติของความเค็มหรือมีโซเดียมสูงอยู่แล้ว ถ้าหากเราไม่ชอบชิมแล้วปรุงเพิ่มเข้าไปเลยก็จะยิ่งทำให้ได้รับโซเดียมเข้าไปในร่างกายเพิ่มมากขึ้น

2.ลดการบริโภคอาหารแปรรูป อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่า อาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูปนั้นมีส่วนผสมของโซเดียมมากอยู่แล้ว ดังนั้น ควรลด แล้วหันมาทำอาหารรับประทานเองในแต่ละมื้อบ้าง โดยเน้นซื้อวัสถุดิบหรือใช้วัสถุดิบประเภทของสดมาทำกับข้าวเองปรุงเอง โดยปรุงให้น้อยที่สุดก็จะช่วยลดปริมาณโซเดียมลงไปได้

3.ลดการใช้น้ำจิ้ม เพราะน้ำจิ้มถือเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนไทยได้รับโซเดียมสูง และอีกหนึ่งนิสัยเสียของคนไทยคือ ชอบราดน้ำจิ้มเยอะๆ หรือจิ้มน้ำจิ้มมาก ๆ ซึ่งตัวอาหารบางอย่างก็มีโซเดียมอยู่แล้ว

4.ลดการกินน้ำซุปซดน้ำซุป เน้นรับประทานเฉพาะเส้นและเครื่องเคียง หลายๆ คน คงเคยชินกับการซดน้ำซุปด้วยความอร่อยของอาหาร หรือเป็นนิสัยที่ชอบการซดน้ำซุปร้อนๆ อยู่แล้ว ควรหยุดพฤติกรรมแบบนี้ เพราะหากคุณหยุดได้ คุณจะสามารถลดปริมาณโซเดียมที่จะได้รับในแต่ละวันลงไปได้ ซึ่งน้ำซุปมีการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสลงไป ซึ่งถือว่ามีโซเดียมปริมาณสูงมาก

5.ลดการกินน้ำปรุง แม้ว่าอาหารนั้นจะอร่อยมากแค่ไหนก้ตาม เพราะมันจะช่วยลดโซเดียมลงได้อย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารประเภทยำ ส้มตำ ถือเป็นอาหารจานโปรดของคนไทยจำนวนมาก ซึ่งน้ำยำหรือน้ำส้มตำมีการเติมผงปรุงรสที่มีโซเดียมสูง

6.ลดความถี่ในการกินอาหารที่มีส่วนประกอบของไตปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ อันเป็นเครื่องปรุงที่คนไทยชอบกิน ซึ่งวิธีในการทำอาหารทั้ง 4 อย่าง ทำให้มีโซเดียมผสมอยู่แล้ว และหากมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งได้โซเดียมจากสารปรุงรสเข้าไป

5 วิธี กินอิ่ม หิวน้อย

ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดที่คอยขัดขวางทางในการลดน้ำหนักของเราอยู่เสมอ คงหนีไม่พ้น “ความหิว” เพราะความหิวนี่แหละที่ทำให้ต้องตบะแตก คว้าอาหาร ขนมนมเนยในตู้เย็นมากินตอนดึกอยู่เรื่อยไป แต่คนมันหิว ต้องทำอย่างไร ? มีวิธีช่วยให้กินอาหารแล้วอิ่มอยู่ท้องไปนาน ๆ ไม่หิวกลางดึกมาฝากกัน

5 วิธี กินอย่างไรให้ “หิว” น้อยที่สุด
หลายครั้งที่เราอาจสับสนระหว่าง “หิว” กับ “อยาก” เคยเกิดอาการอยากกินอาหารขึ้นมาเฉย ๆ เมื่อนั่งดูละคร แล้วมีฉากกินอาหารบ้างไหม ? ก่อนเดินไปคว้าอาหารเข้าปาก หรือกดสั่งอาหารผ่านมือถือ ลองนึกดูก่อนว่าอาหารล่าสุดที่เรากินคืออะไร และกินไปเมื่อไร และตอนนี้เป็นเวลาเท่าไรแล้ว ถ้าเพิ่งกินเมื่อไม่กี่ชั่วโมง และเวลาก็ดึกมากแล้ว ควรข้ามมื้อย่อยนั่นไปก่อน

เน้นโปรตีน และอาหารที่มีกากใยอาหารสูง
ทราบหรือไม่ว่าโปรตีนเป็นอาหารที่กินแล้วอยู่ท้องมากกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ เพราะใช้เวลาในการย่อยนานกว่า ราว 4-6 ชั่วโมง ในขณะที่อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งและน้ำตาล จะย่อยเร็วกว่าราว 4 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านี้ ดังนั้นหากอยากอิ่มไปนาน ๆ ไม่มาหิวกลางดึก อย่าลืมรับประทานโปรตีนให้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารที่มีกากใยอาหารสูงอย่าง ผักผลไม้ และธัญพืชต่าง ๆ ก็ช่วยให้อยู่ท้องได้นานเช่นเดียวกัน

แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ
สำหรับใครที่อาจงานไม่ยุ่งพอที่จะกินข้าวได้ 3 มื้อต่อวันเท่านั้น แต่มีเวลาว่างในตอนบ่ายมากพอให้นั่งกินขนมเล่น เอะอะพักเบรคหาอะไรกินตลอด ๆ แนะนำให้แบ่งมื้ออาหารจาก 3 เป็น 4-6 มื้อแทน แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักแต่อย่างใด (เพราะคุณอาจกินอาหารในปริมาณเท่าเดิม) แต่การสับเป็นมื้อเล็ก ๆ กระจายกินไปทั้งวัน อาจช่วยลดความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้นในช่วงบ่ายได้ แต่ระมัดระวังอย่ากินมากเกินกว่าปกติก็แล้วกัน

ลดการบริโภคแป้ง และน้ำตาล
อย่างที่บอกว่าอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรต เป็นอาหารที่ใช้เวลาย่อยน้อยกว่าโปรตีน หากเรากินแต่ข้าว หรือขนม แล้วกินโปรตีน หรืออาหารที่มีกากใยอาหารไม่เพียงพอ เราก็เสี่ยงที่จะหิวเร็วกว่าคนอื่น ดังนั้นควรแบ่งสัดส่วนในการกินอาหารไปที่โปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต และหากเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ก็จะช่วยให้ร่างกายใช้เวลาในการย่อยอาหารนานขึ้น อิ่มท้องนานขึ้น ดูดซึมน้ำตาลได้ช้าลงด้วย

อย่าทิ้งช่วงเวลามื้อสุดท้ายจนถึงก่อนนอนนานเกินไป
พูดง่าย ๆ ก็คือ อย่านอนดึกนั่นเอง เชื่อเถอะว่าคนที่นอนดึก ๆ ดื่น ๆ มีความเสี่ยงที่จะหิวไวกว่าคนที่เข้านอนแต่หัวค่ำ นอกจากนี้การอดนอนบ่อย ๆ ยังอาจทำให้เราหิวง่ายกว่าคนที่นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม และเพียงพออีกด้วย

นอกจากวิธีการกินอาหารแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 3-5 ครั้งใน 1 สัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที และเพิ่มกิจกรรมระหว่างวันที่ช่วยให้ร่างกายได้ขยับร่างกายมากขึ้น ทั้งวิ่งขึ้นบันได เดินกลับบ้าน ฯลฯ รับรองว่าสุขภาพดีเป็นของคุณได้แน่นอน

ตรวจสุขภาพดวงตา จำเป็นแค่ไหน

เด็กแรกเกิดและทุกช่วงอายุ ตลอดจนกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้มีโรคประจำตัว ควรได้รับการตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละครั้ง
นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ดวงตาเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีความสำคัญ การมีดวงตา สายตาที่ปกติทำให้ประกอบภารกิจประจำวันทั้งเรื่องส่วนตัวและการงานได้อย่างครบถ้วน มีชีวิตที่เป็นสุข สุขภาพจิตดี ครอบครัวมีความสุข อย่างไรก็ตามพบว่าโรคตาหลายชนิดมักเกิดจากโรคซึ่งรักษาได้หากมารับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้นการตรวจตาจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ได้รับการวินิจฉัยโรคตาที่ไม่มีอาการเตือนได้แต่เนิ่นๆ เพื่อการรักษา ที่เหมาะสม

อายุเท่าไร ควรตรวจตาบ่อยแค่ไหน?
แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้มีอาการผิดปกติทางตา ควรไปพบจักษุแพทย์ทันทีที่มีอาการ สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการผิดปกติ ได้แก่ กลุ่มคนปกติกับกลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจเช่นกัน

ในกลุ่มคนปกติ คือ เด็กแรกเกิด กุมารแพทย์จะตรวจร่างกายเป็นประจำ ช่วงอายุ แรกเกิดถึง 5 ปี ควรได้รับการตรวจดวงตา สายตา ภาวะตาเข และป้องกันภาวะตาขี้เกียจ หากตรวจพบการรักษาจะได้ผลดี

ช่วงอายุ 6 – 20 ปี เป็นช่วงวัยเรียนชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย มักมีภาวะสายตาผิดปกติอาจสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ซึ่งควรได้รับการแก้ไข

ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี เป็นวัยเรียนต่อกับวัยทำงาน อาจไม่พบโรคตามากนักนอกจากมีอาชีพที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ

ช่วงอายุ 30 – 39 ปี เป็นวัยสายตาเริ่มเปลี่ยนแปลงควรได้รับการตรวจสัก 2 ครั้ง

ส่วนช่วงอายุ 40 – 65 ปี เป็นวัยเริ่มเข้าสู่ผู้สูงอายุ อาจพบโรคตาได้ควรได้รับการตรวจ 1-2 ปีต่อครั้ง

และอายุ 65 ปีขึ้นไป มักมีโรคตาที่เสื่อมตามวัยควรตรวจตาปีละครั้ง

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องตรวจตาตามเวลาอย่างเคร่งครัด
กลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจตาอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำ ได้แก่

  1. เด็กเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม หรืออายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์
  2. ผู้มีปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เช่น สายตาสั้นมาก มีประวัติต้อหินในครอบครัว เคยได้รับการผ่าตัดตามาก่อน
  3. ผู้เป็นเบาหวาน
  4. ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อจอตาฉีกขาดและหลุดลอก ได้แก่ เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา สายตาสั้นมาก มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว
  5. ผู้มีโรคทางกายที่ต้องใช้ยาบางตัวต่อเนื่อง เช่น ยารักษาวัณโรค ยารักษาโรคข้อ เป็นต้น