การดูแลสภาพผิวปาก    

           ริมฝีปากที่อวบอิ่มสวยงามถือเป็นหน้าเป็นตาของผู้หญิงเรา  แต่ถ้าใครมีริมฝีปากที่แห้งผากเหมือนกับทะเลทรายที่ขาดน้ำ คงจะช้ำใจน่าดู เพราะนอกจากจะไม่น่ามองแล้ว เวลาทาลิปสติกยังไม่สวยอีกด้วย  ปัญหาปากแห้งเป็นขุย

           เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าริมฝีปากที่แห้ง แตก มีขุยลอกออกมานั้นสาเหตุเกิดมาจากการที่ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น นั้นเพราะว่าผิวหนังของเราส่วนมากจะมีต่อมไขมันเอาไว้คอยผลิตไขมันเพื่อสร้างน้ำมันแต่ที่ริมฝีปากจะไม่มีเจ้าต่อมชนิดนี้ แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าอะไรเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ริมฝีปากสวยๆ ของคุณแห้ง

  1. การดื่มน้ำน้อย หากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการจะทำให้ไม่มีน้ำไปหล่อเลี่ยงริมฝีปาก
  2. สภาพอากาศ ก็มีผลทำให้ริมฝีปากแห้ง เช่นในฤดูหนาว อากาศจะเย็นและแห้งทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดีส่งผลให้ริมฝีปากแห้ง รวมถึงฤดูร้อนริมฝีปากก็ขาดความชุ่มชื้น หรือแม้แต่คนที่อยู่ในห้องแอร์เป็นประจำจะสังเกตเห็นว่าทั้งผิวตัวและริมฝีปากจะแห้ง เพราะขาดความชุ่มชื้น
  3. แสงแดด  รังสีจากแสงแดดเป็นตัวการทำลายความชุ่มชื้นในผิวและริมฝีปาก
  4. การทาลิปสติกนี่ก็เป็นตัวการสำคัญเลยที่จะทำให้ริมฝีปากสวยๆของเราแห้ง ทั้งลิปสติกที่มีการโฆษณาว่าติดทนนาน หรือแม้แต่ลิปปาร์ม ก็มีสารที่ทำให้ริมฝีปากแห้งได้
  5. ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก  ส่วนผสมของยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากบางอย่างอาจมีผลทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบกับปัญหาริมฝีปากแห้งด้วย
  6. การเลียปาก   วิธีนี้อย่าคิดว่าจะทำให้ริมฝีปากชุ่มชื้นนะคะเพราะมันจะชุ่มชื้นได้เพียงไม่นาน หลังจากนั้นก็จะทำให้ผิวที่ริมฝีปากแห้งมากขึ้นเพราะเอนไซม์ในน้ำลายจะมาทำลาย ริมฝีปากของเรา 
  7. ภาวะของกาขาดวิตามิน  โดยปกติวิตามินาบางชนิด จะมีความสำคัญกับผิวหนังทำให้มีความชุ่มชื้น ดังนั้นการขาดวิตามินจึงเหมือนขาดผู้ช่วยในการดูแลผิว
  8. อาการร้อนใน  โรคร้อนในก็มีผลทำให้ริมฝีปากแห้งด้วย 

หากต้องการดูแลริมฝีปากไม่ให้มีอาการแห้งขุย ควรดูแลตัวเองดังนี้

  1. ดื่มน้ำมากๆให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ เพราะนอกจะน้ำช่วยให้ความชุ่มชื้นที่ริมฝีปากได้แล้ว ยังช่วยทุกส่วนในร่างกายอีกด้วย ถ้าน้ำเมื่อไหร่ขาดใจตายเมื่อนั้นนะจ๊ะ
  2. ควรหลีกเลี่ยงกับการเจอแสงแดดโดยตรง เมื่อต้องออกจากบ้านควรหาอะไรมาบังแสงแดดไม่ให้มากระทบริมฝีปาก
  3. เปลี่ยนวิธีการใช้งานลิปสติก ไม่ควรทาลิปปาร์มบ่อย และหยุดพฤติกรรมที่ชอบเลียริมฝีปากซะ
  4. ลองเปลี่ยนมาใช้ยาสีฟันสมุนไพรดูจะช่วยลดสารเคมีบางตัวที่เป็นตัวการทำลายริมฝีปาก
  5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินบีสูง 

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

“รู้สึกอยากตาย อยากฆ่าทั้งตนเองและลูกให้ตาย ไม่อยากเลี้ยงแล้วลูกคนนี้” คงตกใจไม่น้อยหากได้ยินคำพูดนี้ออกจากปากของคนเป็นแม่ นี่คือสัญญาณบ่งบอกให้รับรู้แล้วว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่นอน ซึ่งควรได้รับการช่วยเหลือให้เร็วที่สุดจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คือ ภาวะอารมณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี มีความคิดทางลบเกิดขึ้น มีโอกาสเกิดกับแม่หลังคลอดไปจนกระทั่งถึง 1 ปีหลังคลอด โดยแรกๆจะเริ่มจากภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด หรือที่เรียกว่า postpartum blue ภาวะนี้หากเกิดขึ้นถือว่าปกติ

เพราะสามารถเกิดขึ้นกับแม่หลังคลอดได้ทุกราย จากการที่ต้องปรับตัวมาเป็นแม่ โดยเชื่อว่าเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังคลอด อาการเช่น อยู่ๆน้ำตาก็ไหล หงุดหงิด นอนไม่หลับ ไม่สนใจเลี้ยงลูก ซึ่งสามารถหายได้เอง แตกต่างจากภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ ที่ต้องได้รับการรักษา อาการแสดง คือ แม่เก็บตัวเงียบ ไม่สุงสิงกับใคร

มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ควรรีบพาไปพบจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการ  และหนึ่งในแนวทางการรักษาควบคู่กับการกินยา คือ ครอบครัวจะมีความสำคัญมากที่สุดที่จะช่วยให้ผ่านวิกฤตไปได้ พ่อควรช่วยแม่ในการเลี้ยงลูก ไม่ทิ้งภาระในการเลี้ยงลูกให้ฝ่ายเดียว  ให้แม่ได้มีโอกาสพักผ่อน หรือหาคนช่วยเลี้ยงในช่วงกลางวัน 

โดยสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้ อาทิเช่น มีภาวะแทรกซ้อนหรือความเสี่ยงในขณะตั้งครรภ์ ลูกคลอดก่อนกำหนด หรือลูกมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาด้านครอบครัว รายได้ เศรษฐกิจ การเงิน รวมทั้งแม่ที่มีการดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติดก่อนหรือหลังท้อง

บางรายอาจรู้ตัวว่าตนเกิดซึมเศร้าหลังคลอด รีบหาทางแก้ไขได้เร็ว ไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาบานปลาย แต่ในทางตรงกันข้ามบางคนไม่รู้ว่าตนเกิดภาวะนี้ คนรอบข้างก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เบี่ยงประเด็นในการรักษาไปอย่างอื่น เช่น หากใครได้ติดตามข่าวจากโลกโซเซียลหน้าเพจของหมอท่านหนึ่ง มีคนส่งเรื่องว่า แม่ของตนคิดว่าถูกคุณไสย์ พาไปหาหมอผี

อาการควรดีขึ้นกลับแย่ลง เพราะการรักษาที่ไม่ถูกวิธี ซึ่งสามารถทำให้เกิดเป็นโรคจิตหลังคลอดตามมาได้ ดังนั้นหากเราเจอคนใกล้ชิด มีอาการหรือสงสัยว่าจะเป็นซึมเศร้าหลังคลอด อย่าชะล่าใจค่ะ รีบไปหาหมอ เพื่อจะได้แนวทางในการดูแลรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

เพราะไม่อย่างงั้นผลเสียที่ร้ายแรงอาจส่งผลกระทบต่อต่อแม่และลูกเอง ดังข่าวเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่แม่ลูกอ่อน ฆ่าลูกแล้วเอาไปต้มทำเป็นอาหาร อย่ารอให้เกิดการสูญเสียแล้วค่อยตื่นตัว แต่ควรป้องกันก่อนที่ปัญหาจะเกิดก่อนดีกว่าค่ะ

 

สนับสนุนโดย  alpha88

เรื่อง การฝ่าไฟแดงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ต้องอธิบายก่อนว่าการฝ่าไฟแดงในที่นี้ ไม่ใช่การฝ่าไฟแดงตามสี่แยกไฟแดงแต่อย่างใด แต่การฝ่าไฟแดงในที่นี้คือ การมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่เรามีประจำเดือนนั่นเอง

ซึ่งในการมีเพศสัมพันธ์แบบนี้ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่างกันไป แต่อาจจะดีน้อยกว่าเท่านั้นเอง ซึ่งในปัจจุบันได้ทำการวิจัยว่าในวัยใดที่ชอบมีเพศสัมพันธ์แบบฝ่าไปแดงแล้วพบว่าในวัยรุ่นมีประมาณ 4% แต่ในวัยกลางคนชอบที่จะมีเพศสัมพันธ์แบบฝ่าไฟแดงนี้ ถึง 25 – 30%

และในความคิดของผู้หญิงเราก็มักที่จะคิดว่าการฝ่าไฟแดงสามารถคุมกำเนิดได้ด้วยและสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่ใน 30% นี้ ก็หมายความว่าเป็นหนึ่งส่วนสามของสังคมจำเลยของสังคมกันเลย แต่ในทางการแพทย์ไม่มีการแนะนำให้มีการฝ่าไฟแด

เนื่องจากในขณะที่ผู้หญิงกำลังเป็นประจำเดือนน้องสาวของเราจะอ่อนแอมาก จึงไม่เป็นผลดีที่เราจะมีเพศสัมพันธ์ในขณะเป็นประจำเดือน อย่างที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นว่าในการมีเพศสัมพันธ์แบบฝ่าไฟแดงนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงข้อเสีย เรามารู้เกี่ยวกับข้อดีกันเลยดีกว่า ข้อดีก็คือเชื่อว่าในขณะมีเพศสัมพันธ์

ในขณะมีประจำเดือน สามารถลดอาการเจ็บปวดจองประจำเดือนได้ เพราะถ้าผู้หญิงถึงจุดสุดยอด หรือเวลาที่ผู้หญิงมีเซ็กส์แล้วมีอารมณ์ผ่อนคลายสมองจะหลั่งสารแห่งความสุข สารแห่งความรักออกมา เช่น Oxytocin และ Endorphins

มันทำให้ร่างกายของเราผ่อนคลายและทำให้เราลืมความเจ็บไปชั่วขณะได้ แต่ย้ำนะคะว่าชั่วขณะเท่านั้น หรือข้อดีอีกอย่างคือ การฝ่าไฟแดงทำให้เราลืมอาการที่มากับประจำเดือนได้ เช่น อาการหัวร้อนหงุดหงิด หรือบางคนก็อาจจะมีอารมณ์เศร้า ซึ่งการฝ่าไฟแดงอาจจะทำให้อาการเหล่านั้นหายไปก็เป็นได้ ข้อดีอาจจะมีแค่นี้แต่ข้อเสียที่ตามมานั้นมีมากมาย 

เรามารู้เกี่ยวกับข้อเสียกันเลยดีกว่านะคะ ในทางการแพทย์เชื่อว่า การที่คนฝ่าไฟแดงนั้นร่างกายของผู้หญิงจะติดเชื้อหรือรับเชื้อได้ง่ายกว่าการมีเซ็กส์แบบปกติ เพราะในช่วงที่เรามีประจำเดือนเม็ดเลือดขาวในร่างกายของเราจะตกลงมาน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ

ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายของเราก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกับตำรวจและทหาร คือ มันจะทำหน้าที่คอยรักสาคุ้มครองร่างกายของเราจากเชื้อต่างๆนั่นเอง ถ้าเม็ดเลือดขาวลดลงภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก็จะต่ำลงด้วยและในขณะที่เราเป็นประจำเดือนนั้นช่วยคอดของเราก็จะกลายเป็นด่างมากขึ้น

แต่ปกติแล้วช่องคลอดของเราจะเป็นกรดซึ่งเป็นกรดมันก็จะสามารถปกป้องเราได้แต่ในขณะที่เราเป็นประจำเดือนมันจะเป็นด่างแล้วจะทำให้เชื้อโรคต่างๆเจริญเติบโตได้ดี และสามารถผ่านเข้าไปในช่องคลอดของเราได้ส่วนเชื้อที่เรากลัวก็จะมีอยู่ประมาณสี่ตัวหลักซึ่งทำให้เราติดโรคได้ 1.โรคหนองใน มีทั้งหนองในแท้และหนองในเทียม  2. เชื้อราในช่องคลอด 3. HIV   และ 4.HPV 

เห็นกันแล้วใช่ไหมคะว่าการสัมพันธ์แบบฝ่าไฟแดงนั้นอันตรายแค่ไหนแล้วยังทำให้ติดโรคมากมาย เช่น HIV ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อทางกระแสเลือดเมื่อเรามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ไม่ใส่ถุงยางยางอนามัยในขณะมีเซ็กส์กับเรา เรายิ่งจะมีความเสี่ยงในการติดโรคสูงถึงแม้ว่าจะ มีพอดีแต่ก็ไม่คุ้มเลยกับการที่เราจะเสี่ยงติดโรค

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

โอกาสที่ดีในการทำ 3 สิ่ง ช่วงอยู่บ้านในสถานการณ์โควิด

โอกาสที่ดีในการทำ 3 สิ่ง ช่วงอยู่บ้านในสถานการณ์โควิด
1. ลงคอร์สออนไลน์เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพิ่มความสามารถ
ในยุคปัจจุบันโอกาสในการพูดคุยกันนั้นง่ายนิดเดียว เพราะเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวก จึงทำให้ถึงแม้โรคระบาดจะเรื้อรังอยู่ แต่ก็คงไม่สามารถขัดขวางการเรียนรู้ศึกษาทางไกลได้ง่ายยิ่งขึ้น ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้เพิ่มช่องทางโดยเปิดให้สาธารณะสามารถดาวน์โหลดและเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ฟรี เช่น คอร์สเสริมทักษะทางอาชีพของกระทรวงแรงงาน คอร์สออนไลน์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกมากมายที่มีให้เลือกเรียนรู้และเดินหน้าพัฒนาตนเองต่อไปได้แม้ในขณะที่คุณต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่บ้าน

2. มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเพื่อนเก่าและครอบครัวที่อยู่ห่างกันได้มากขึ้น หลายๆ คน ก็กลับบ้าน แต่บางคนก็ไม่ได้กลับไป ง่ายมากกับปัญหานี้เพราะคิดถึงก็แค่วิดีโอคอลไป หรือโทรไปหา
นี่มันยุคไหนแล้ว การที่เราจะพูดคุยกับใครสักคน มันทำง่ายมาก ยุคเทคโนโลยีก้าวไกล คือ การขยายคำจำกัดความของ “การเข้าสังคม” ที่ครอบคลุมถึงพื้นที่ออนไลน์มากยิ่งขึ้น เราสามารถพูดคุย ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ และเห็นหน้าเพื่อน ๆ ได้ผ่านทางวิดีโอคอล และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ทำให้การสังสรรค์ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับพื้นที่ทางกายภาพอีกต่อไป และนอกจากเราจะได้พูดคุยพบหน้ากันแล้ว ยังช่วยให้เรื่องของการทำ Social Distancing ที่ต้องการมากในช่วงนี้อีกด้วย

3. ตามใจตัวเองด้วยอาหารที่ชอบและเครื่องดื่มที่ใช่ แต่อย่าลืมบริโภคอย่างมีสติและรับผิดชอบ
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ยังได้ออกมาเตือนว่าการใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือจัดการความเครียดและความวิตกกังวล ไม่ใช่วิธีการรับมือที่ดีในช่วงวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 การที่เราอยู่บ้านมากขึ้นอาจจะทำให้เราได้มีโอกาสทำอาหารอร่อยๆ กิน สั่งของที่อยากิน ได้กินกับข้าวฝีมือ พ่อกับแม่ แต่อย่าลืมควบคุมน้ำหนักล่ะ

อย่างไรก็ตาม เราก็ขอให้ทุกคนอยู่บ้านกันอย่างมีสติ รับมือกับปัญหา และพยายามหาสิ่งที่มีความสุขทำ เพราะเราไม่รู้ว่าโรคนี้มันจะหายไปเมื่อไหร่ ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพใจ กาย ของตนเองและครอบครัวให้ สู้และผ่านมันไปด้วยกันให้ได้ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

เคล็ดลับกู้ผิวหน้าให้ขาวใส

เมื่อผิวหน้าหมองคล้ำ ก็ทำให้ชีวิตหม่นหมองตามไปด้วย สาว ๆที่ไปท่องเที่ยวเดินทางไกลหรือไปเผชิญกับแสงแดดมาอย่างรุนแรงจนทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ จนเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ และทำให้การแต่งหน้าของเรานั้นยากเย็นขึ้นกว่าปกติ เพราะใบหน้าเกิดความแห้งกร้านจนทำให้เครื่องสำอางไม่ติดกับผิวหน้า

เราจึงจะมาแนะนำเคล็ดลับกู้หน้าใส มีออร่า เจอกับแสงแดดแรงมากแค่ไหนก็ไม่กลัว

มะเขือเทศ พืชผักหาง่าย และยังมีราคาที่ถูกแสนถูก ไม่กระทบเงินเดือนอันน้อยนิดของมนุษย์เงินเดือน และยังมีประโยชน์มากมายช่วยกู้ผิวใสไร้ความหมองคล้ำได้เป็นอย่างดี โดยการนำมะเขือเทศมาบดให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ให้ทั่วบริเวณใบหน้า ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังล้างออกว่าผิวหน้าของเรามีความชุ่มชื้นขึ้น ไม่แห้งกร้าน หากทำเป็นประจำยังช่วยลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้า ทำให้ความหมองคล้ำบนผิวหน้าหายไป กลายเป็นความขาวใสมีออร่า และหากสาว ๆคนไหนสามารถรับประทานมะเขือเทศได้ ยังดีต่อสุขภาพผิวของเราเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย เพราะมีวิตามินมากมายที่ช่วยในการบำรุงให้ผิวพรรณของเรานั้นดีจากภายในสู่ภายนอก ประโยชน์มากมายขนาดนี้ ต้องไปหาซื้อมาลองกันแล้ว

แตงกวา จิ้มกับน้ำพริกก็อร่อย นำมาพอกผิวหน้าก็ดี สาว ๆที่อยากหน้าใส เต่งตึง ควรรีบไปหาซื้อแตงกวามาใช้กันแล้ว โดยการนำแตงกวา 2-3 ลูก มาปั่นจนละเอียด แล้วนำมาพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้า วิตามิน C และน้ำจากแตงกวา จะช่วยให้ผิวหน้ามีความอิ่มน้ำเพิ่มขึ้น และช่วยลดรอยแดงจากการถูกแสงแดด ทำให้ผิวหน้าดูขาวใสขึ้น โดยอีกหนึ่งวิธีคือการนำแตงกวามาหั่นเป็นแว่นให้พอดีกับบริเวณรอบดวงตา พอกทิ้งไว้จะช่วยลดรอยคล้ำ และถุงน้ำบริเวณใต้ตาให้ลดลงอีกด้วย เหมาะกับสาว ๆที่นอนดึกเป็นที่สุด

กล้วย การรับประทานกล้วยเป็นประจำจะทำให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานเป็นปกติ และหากนำมาพอกหน้า วิตามิน E ในกล้วยก็จะช่วยเร่งให้ผิวหน้าผลัดเซลล์ผิวเก่าออก ทำให้ใบหน้าดูขาวใสเร็วขึ้น เหมาะกับสาว ๆที่ไปเผชิญกับแสงแดดอย่างรุนแรงมา สูตรนี้จะช่วยกู้ผิวหน้าให้กลับมาขาวใสทันใจอย่างแน่นอน

น้ำผึ้งแท้ อาจหายาก และมีราคาที่สูงนิดหน่อย แต่มีประโยชน์มากมาย การพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งจะช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น รู้สึกเนียนนุ่มขึ้นทันทีหลังล้างออก แต่อาจจะต้องอดทนกับความเหนียวของน้ำผึ้งหน่อยแต่รับรองว่าถูกใจกับผลลัพธ์อย่างแน่นอน แต่การพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งนั้น การล้างออกควรล้างด้วยน้ำอุ่น เพื่อช่วยให้รูขุมขนขจัดน้ำผึ้งออกมาอย่างหมดจด ไม่ทิ้งความเหนียวตกค้างไว้ เพระจะก่อให้เกิดสิวตามมา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

การดูแลรักษาความสะอาดโรงเรียน

ทุกโรงเรียนจะพบปัญหาการทำความสะอาดที่ไม่สะอาดเลยเพราะผ่านไปไม่กี่นาทีก็กลับมาสกปรกหรือขยะเยอะเหมือนเดิมนั่นเกิดจากที่อยู่ในสังคมที่มีเด็กนักเรียนเยอะมากๆและบางคนอาจจะมีความมักง่ายหรือว่าขี้เกียจอยู่จึงคิดว่ากินเสร็จตรงไหนก็แค่ทิ้ง

ตรงนั้นเพราะยังไงก็ต้องมีคนมาเก็บอยู่แล้วเพราะว่าเด็กในโรงเรียนเยอะหรือเจ้าหน้าที่เวณทำความสะอาดก็ต้องทำอยู่ดีเราไม่จำเป็นต้องทำก็ได้เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเราหรือไม่ใช่บริเวณเราทำความสะอาด การคิดแบบนี้ถือว่าผิดมากๆการอยู่ร่วมกันแบบสังคมโรงเรียนเราจึงต้องช่วยกันรักษาความสะอาดโรงเรียนของเราจะได้ดูสะอาดและน่าอยู่แต่ก็จะมีคนอีกมากมายที่มีความมักง่ายอยู่แม้กระทั่งเรื่องห้องน้ำที่มีความสกปรกรอยเท้าเลอะเทอะยังไม่มีคนคิดที่จะล้างเลย

เพราะคิดแค่ว่าไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องทำดังนั้นเราทุกคนจึงต้องมาช่วยกันรักษาความสะอาดโรงเรียนของเรากันเพราะว่าจะต้องมีคนเข้ามาศึกษาต่อหรือเข้ามาทำกิจกรรมในโรงเรียนของเราดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันทำความสะอาดเพื่อจะได้เกิดความประทับใจของคนที่เข้ามาภายในโรงเรียนของเราจึงต้องทำการแบ่งหน้าที่กันเพื่อจะได้ไม่เกิดความจัดแย้งในการทำความสะอาดต้องแบ่งหน้าที่และแยกย้ายกันไปทำส่วนของตัวเองกันเช่น กวาดห้อง ถูพื้น ขัดโต๊ะ ถูหน้าต่าง กวาดหยักไย่ ปัดฝุ่น เดินเก็บขยะ ล้างห้องน้ำ

จึงต้องแยกย้ายกันไปทำจะได้รวดเร็วและจะได้สะอาดตาดูน่ามองยิ่งขึ้นเพราะการกระจายเด็กในการทำความสะอาดมนแต่ละจุดจะทำให้การทำงานง่ายขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้นถ้าเราแบ่งหน้าที่และช่วยกันทำก็จะทำงานเสร็จได้ไวขึ้น ดังนั้นนักเรียนบางคนควรเปลี่ยนความคิดที่ไม่ใช่หน้าที่เราต้องทำความสะอาดใน

เมื่อเราอยู่โรงเรียนเราก็ตัองช่วยกันดูแลรักษาโรงเรียนของเราไม่ควรเกี่ยงกันถ้าหากไม่อยากให้โรงเรียนจองเราสกปรกก็ควรข่วยกันเก็บขยะถ้าเจอตามพื้นก็ตัองเก็บอย่ามักง่ายโดยการทิ้งเพิ่มเพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ศึกษาจึงต้องมีความสะอาดมากๆและที่โรงเรียนสกปรกก็เกิดจากนักเรียนทั้งนั้นดังนั้นเราจึงต้องมาช่วยกันทำให้โรงเรียนของเราสะอาดและน่าอยู่มากยิ่งขึ้นด้วย

การร่วมมือกันช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียนของเราเพราะเราต้องใช้สถานที่ในการกิจกรรมต่างๆการที่มีความสกปรกอยู่จะทำให้หมดสนุกฉะนั้นเราต้องช่วยกันรักษาโรงเรียนของให้มีความสะอาดเพื่อสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้สะดวกสบายและน่าร่วมมากขึ้นด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

การอั้นปัสสาวะบ่อยเกินไปส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

การที่เรานั้นอั้นปัสสาวะบ่อยเกินไป 

ภาวะปัสสาวะบ่อยเกินไป  เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการที่เราใช้ชีวิตประจำวันของผู้ที่ป่วย บางรายไม่รู้ตัวว่าเป็นอยู่หรือไม่ รู้ตัวว่ามีอาการส่อแววว่าเข้าข่ายโรคนี้ โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยเหมือนคนทั่งไปและทุกครั้งที่มีอาการว่าจะปวดนั้นมีอาการที่รุ่นแรงที่เข้าห้องน้ำให้ได้อาจปวดทุกชั่วโมงจนทำให้เรานั้นไม่ต้องทำอะไรแม้แต่ตอนกลางคืนนั้นก็ทำให้เรานั้นนอนไม่ได้เพราะว่าต้องลงมาเข้าห้องน้ำสร้างความทุกข์ใจให้กับผู้ที่เป็นอย่างมาก 

ในภาวะคนที่ปกติถ้ามีน้ำอยู่ในท่อปัสสาวะสักครึ่งหนึ่งของกระเพาะโดยคนทั่วไปนั้นจะรู้สึกว่าหน่วงๆยังไม่ถึงขั้นว่าปวดแต่ถ้าเรานั้นเดินผ่านห้องน้ำเรานั้นก็ฉี่ออกเพื่อที่ปลดปล่อยแต่ถ้าเรานั้นยังไม่เจอห้องน้ำหรือว่าเราต้องทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่โดยที่เรานั้นไม่ได้ปวดเราก็ยังทำงานนั้นต่อเพราะว่ายังไม่ได้ปวดอะไรมากมาย

แต่ถ้าหากเป็นคนที่ผิดปกตินั้นเมื่อกระเพาะปัสสาวะนั้นบีบตัวจนมากเกินจนทำให้เรานั้นทนไม่ไหวที่ต้องไปเข้าห้องน้ำส่วนคนที่เป็นนั้นจะเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมงเวลาที่เรานอนนั้นยังต้องลุกมาเข้าห้องน้ำเลยเวลาที่ปวดนั้นจะปวดมากขนาดนอนอยู่นั้นเวลาปวดยังต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำจนทำให้เรานั้นรู้สึกว่านอนไม่เพียงพอ

จนบางครั้งทำให้เรานั้นฉี่ราดออกมาเลยแต่สาเหตุที่แน่ชัด

ยังไม่ทราบแต่ว่าสรุปได้คราวๆได้ว่ามีบางอย่างรบกวนการทำงานของกระเพาะปัสสาวะแต่อย่างไรก็ตามอาจมีโรคอื่นที่ไม่ใช่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไปเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน หากมีการพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจหาโรคอื่นก่อน เช่นตรวจสอบอาการอักเสบของท่อปัสสาวะหรือไม่ ตรวจว่ามีเลือดแดงปนอยู่ในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ หรืออาจตรวจเลือดหาความผิดปกติ

และก็ตรวจดูการทำงานของไต ว่ามีความบกพร่องหรือมีการกลั้นปัสสาวะบ่อยเกินไปหรือไม่ อาจจะให้คนไข้จดบันทึกว่าภายใน  24 ชั่วโมง มีการดื่มน้ำเท่าไหร่ดื่มน้ำชนิดไหนบ้าง เช่น น้ำเปล่า น้ำส้ม กาแฟ เป็นต้น และดื่มน้ำในปริมาณเท่าไหร่ มีการถ่ายปัสสาวะกี่ครั้ง เวลาไหนบ้าง มีการอาการอื่นร่วมหรือไม่ เพื่อทำการประเมินต่อไป ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการจดบันทึกคือ 3 วัน จากนั้นแพทย์จะประเมินจากข้อมูลเหล่านั้นเพื่อหาสาเหตุของการขับถ่ายปัสสาวะที่บ่อยกว่าคนปกติ 

เพราะในผู้ป่วยบางรายพบว่ามีพฤติกรรมดื่มน้ำบ่อยทั้งร่างกายยังไม่ทันขาดน้ำอาจเกิดจากอาการคอแห้งบ่อย ก้เป็นสาเหตุให้ปัสสาวะบ่อยกว่าคนปกติหรือว่าบางคนชอบทานผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากก็ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

ป่วยโรคไต ทรมานกว่าที่คิด

ผู้ป่วย “โรคไต” มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เพราะว่าหากป่วยเป็นโรคไตแล้วการรักษาจะเป็นแค่เพื่อพยุงอาการไว้ เพราะเป็นแล้วรักษาไม่หาย ข้อนี้เป็นความจริงที่คนเป็นโรคไตทุกคนต้องเจอ. ซี่งนอกจากความจริงนั้นแล้วยังมีอีกหลายอาการที่สร้างความลำบากและทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง

1. คนเป็นโรคไต จะไม่มีเรี่ยวแรงและมักปวดหัวง่าย เพราะเมื่อไตทำงานได้ไม่ปกติ เพราะผู้ป่วยโรคไตจะมีฮอร์โมนที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ซึ่งเม็ดเลือดแดงน้อยลงทำให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายส่วนต่างๆ น้อยลง ทำให้ร่างกายและสมองอ่อนล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง

2. คนเป็นโรคไต นอนหลับยาก เมื่อไตทำงานได้ไม่เต็มที่จึงขับสารพิษออกทางปัสสาวะได้ไม่หมด เหลือตกค้างตามเส้นเลือด เมื่อสะสมมากเข้าก็จะทำให้นอนไม่หลับ หากเป็นมากอาจถึงขั้นหยุดหายใจนานเป็นนาทีระหว่างหลับได้เลย นอกจากนั้นยังปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน สีและกลิ่นก็ไม่ปกติ เป็นฟอง ต้องชักโครกหลายครั้งจึงหมด

3. คนเป็นโรคไต มีกลิ่นปาก และภายในช่องมีรสชาติคล้ายโลหะ เพราะของเสียที่อุดตันตกค้างในเส้นเลือดจะไปเปลี่ยนรสชาติอาหาร และทำให้ปากมีรสชาติเหมือนกินเหล็กเข้าไป ทำให้ผู้ป่วยโรคไตจะมีกลิ่นปากเมื่อสะสมสารพิษมากขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่ตามมาคืออาการเบื่ออาหารนั่นเอง

4. คนเป็นโรคไต มักหายใจถี่ หายใจไม่ออก เมื่อไตทำงานผิดปกติ ขับน้ำได้ไม่ดีส่วนเกินของน้ำนั้นจะเข้าไปที่ปอดหรือในบางคนที่เป็นโรคโลหิตจางสืบเนื่องจากโรคไตจะใช้ออกซิเจนเยอะ จนร่างกายต้องหายใจลำบาก

5. คนเป็นโรคไต มีผิวแห้งและคัน ไตที่ไม่ปกติจะขับของเสียออกจากร่างกายได้ไม่ดี ส่งผลต่อความสมดุลของร่างกายที่อาจจะขาดแร่ธาตุบางอย่าง หรือมีมากเกินไปนั่นเอง เมื่อสูญเสียความสมดุลของแร่ธาตุก็จะทำให้ผิวแห้งและคัน ซึ่งมีผลต่อเนื่องร้ายแรงไปสู่โรคกระดูกได้ด้วย

6. คนเป็นโรคไต มักปวดหลังและปวดขา บางครั้งมีอาการอื่นด้วย เช่น อาเจียน คลื่นไส้ ซึ่งอาจเกิดจากซีสต์ในไต แบบนี้กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย

7. คนเป็นโรคไต มีความดันสูง เพราะไตทำงานเชื่อมโยงกับหลอดเลือด ไตเสียหาย หลอดเลือดก็เสียหาย จึงลำเลียงออกซิเจนได้ไม่ดี ทำให้มีความดันโลหิตสูง

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะกับยารักษา
ในการรักษาเบื้องต้นของโรคกระเพาะ จะพบว่าแพทย์จะรักาตามอาการพร้อมให้ยา โดยยาที่รักษาสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร โดยยาลดกรดในกระเพาะอาหารแพทย์จะนิยมให้ใช้หากมีแผลในกระเพาะและให้ทานต่อเนื่องเป็นเวลา 6 – 8 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหาย โดยจะต้องส่งกล้องดูเพื่อวินิจฉัยเท่านั้น ผู้ป่วยที่ไม่พบอาการเหล่านี้ แพทย์จะรักษาด้วยวิธีอื่น โดยจะแนะนำให้ทานยาลดกรดต่อเมื่อมีอาการผิดปกติ ส่วนยาประเภทอื่นๆ อาทิ ยาขับลม ก็แนะนำว่าให้กินเฉพาะตอนที่มีอาการแน่นท้องจากลมที่เกิดขึ้นมากในกระเพาะอาหาร โดยกินในเวลาที่มีอาการได้ตามต้องการ

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ
1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เพราะนี่คือสาเหตุแรกๆ เลย ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ และคนส่วนใหญ่มักจะไม่มีเวลาทานอาหารหรืองดไปบางมื้อ ทั้งนี้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารให้ดีขึ้นด้วย

2. รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด

3. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาชุด ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาที่มีสเตียรอยด์ น้ำอัดลม อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ช็อคโกแลต ชา กาแฟ เป็นต้น

4. งดสูบบุหรี่

5. อาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อไม่ควรมีปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง

6. ถ้าเครียดพยายามลดความเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำสมาธิ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

7. หมั่นออกกำลังกาย เพื่อให้ระบบในร่างกายเราทำงานอย่างสมดุล

8. รับประทานยาลดกรด ยาน้ำ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ หรือยาเม็ด 1 – 2 เม็ด (เคี้ยวก่อนกลืน) วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็นหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอน กรณีมีอาการปวดท้องก่อนเวลายาสามารถรับประทานเพิ่มได้และควรรับประทานยาติดต่อกันนานอย่างน้อย 4 – 8 สัปดาห์

9. ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอน

10. รับประทานยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ

ติดเค็ม ทำอย่างไรดี ส่งผลอะไรบ้าง

การชื่นชอบอาหารรสเค็มยังคงเป็นที่รักตัวคนไทย โดยจะเห็นได้ว่ารายการอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ โดยเฉพาะอาหารที่อยู่ตามร้านอาหารที่เราสั่งมาทานที่บ้าน หรือที่ร้าน แทบทุกจาน ทุกกล่องล้วนมีโซเดียมในปริมาณที่สูง ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องปรุงเกือบทุกชนิดก็ดันมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น ในอาหารแต่ละมื้อที่ทานเข้าไปก็มีส่วนของโซเดียมอยู่แล้วด้วยเสมอ เนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวมาในเรื่องเครื่องปรุง และรวมเข้ากับนิสัย “ติดการปรุง” แบบรสจัด เค็มจัด หวานจัดเปรี้ยวจัด ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ทุกๆ วัน คนเราเผลอบริโภคโซเดียมเข้าไปในปริมาณที่เกินพอดี และเป็นผลเสียคือกลายเป็นการสะสมแล้วส่งผลร้ายต่อร่างกาย

คราวนี้เรามาคิดกันดีกว่าค่ะ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะหยุดติดเค็มเลิกกินเค็มได้? หรือจะลองใช้เทคนิควิธีจาก  ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ซึ่งได้แนะนำ 6 วิธีห่างไกลจากการติดเค็ม ได้แก่

1.ควรชิมก่อนปรุงทุกครั้งว่ารสชาตินั้นพอเหมาะแล้วหรือไม่ หากรสชาติดีอยู่แล้วหรือค่อนข้างมีรสที่ดีก็เพียงพอแล้วไม่ควรเติมเพิ่ม เพราะรสชาติของอาหารทุกจานได้ผ่านการปรุงมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรสชาติของความเค็มหรือมีโซเดียมสูงอยู่แล้ว ถ้าหากเราไม่ชอบชิมแล้วปรุงเพิ่มเข้าไปเลยก็จะยิ่งทำให้ได้รับโซเดียมเข้าไปในร่างกายเพิ่มมากขึ้น

2.ลดการบริโภคอาหารแปรรูป อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่า อาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูปนั้นมีส่วนผสมของโซเดียมมากอยู่แล้ว ดังนั้น ควรลด แล้วหันมาทำอาหารรับประทานเองในแต่ละมื้อบ้าง โดยเน้นซื้อวัสถุดิบหรือใช้วัสถุดิบประเภทของสดมาทำกับข้าวเองปรุงเอง โดยปรุงให้น้อยที่สุดก็จะช่วยลดปริมาณโซเดียมลงไปได้

3.ลดการใช้น้ำจิ้ม เพราะน้ำจิ้มถือเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนไทยได้รับโซเดียมสูง และอีกหนึ่งนิสัยเสียของคนไทยคือ ชอบราดน้ำจิ้มเยอะๆ หรือจิ้มน้ำจิ้มมาก ๆ ซึ่งตัวอาหารบางอย่างก็มีโซเดียมอยู่แล้ว

4.ลดการกินน้ำซุปซดน้ำซุป เน้นรับประทานเฉพาะเส้นและเครื่องเคียง หลายๆ คน คงเคยชินกับการซดน้ำซุปด้วยความอร่อยของอาหาร หรือเป็นนิสัยที่ชอบการซดน้ำซุปร้อนๆ อยู่แล้ว ควรหยุดพฤติกรรมแบบนี้ เพราะหากคุณหยุดได้ คุณจะสามารถลดปริมาณโซเดียมที่จะได้รับในแต่ละวันลงไปได้ ซึ่งน้ำซุปมีการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสลงไป ซึ่งถือว่ามีโซเดียมปริมาณสูงมาก

5.ลดการกินน้ำปรุง แม้ว่าอาหารนั้นจะอร่อยมากแค่ไหนก้ตาม เพราะมันจะช่วยลดโซเดียมลงได้อย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารประเภทยำ ส้มตำ ถือเป็นอาหารจานโปรดของคนไทยจำนวนมาก ซึ่งน้ำยำหรือน้ำส้มตำมีการเติมผงปรุงรสที่มีโซเดียมสูง

6.ลดความถี่ในการกินอาหารที่มีส่วนประกอบของไตปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ อันเป็นเครื่องปรุงที่คนไทยชอบกิน ซึ่งวิธีในการทำอาหารทั้ง 4 อย่าง ทำให้มีโซเดียมผสมอยู่แล้ว และหากมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งได้โซเดียมจากสารปรุงรสเข้าไป